รายการบล็อกของฉัน

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

บันทึกการเดินทางของปิ่นโต

395ปี บันทึกของปิ่นโต หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนจ์หรือนิยายพจญภัย
ประวัติของปินโต
            ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน

            ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปีค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583

            ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531 : 115) ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อนค.ศ.1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1534-1546) นักประวัติศาสตร์บางคนนำหลักฐานของฝ่ายไทยเข้าไปตรวจสอบความน่าเชื่อถือในเอกสารของเขาหลายประเด็น และชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของศักราชที่เขาอ้างถึง

            หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598) ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดา

            งานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1614 และแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส (1628) ภาษาอังกฤษ (1653) ใน ค.ศ.1983 กรมศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปินโตบางส่วนในชื่อการท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ1537-1558” แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการได้ตีพิมพ์ผลงานบางส่วนของเขาออกเผยแพร่อีกครั้งใน ค.ศ.1988 โดยแปลจากหนังสือชื่อ “Thailand and Portugal : 470 Years of Friendship”

รูปแบบการนำเสนอ
งานเขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ อาทิ เหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต บางตอนก็ระบุว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์เดินทางเข้ามายังสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531: 115) เป็นต้น

            ปินโตระบุว่า การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของ
โลกให้มากยิ่งขึ้น มิได้มีจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความท้อถอยในการติดต่อกับดินแดนแถบเอเชีย เขาระบุว่าอุทิศการทำงานให้แก่พระเจ้ามิได้หวังชื่อเสียง สิ่งที่ผลักดันให้เขาเดินทางไปยังตะวันออก คือ ธรรมชาติของลูกผู้ชาย เขาแสดงความขอบคุณพระเจ้าและสวรรค์ที่ช่วยให้รอดพ้นจากภยันตรายมาได้(Henry Cogan, 1653 :1-2) ส่วนเฮนรี โคแกนระบุว่า จุดมุ่งหมายในการแปลหนังสือ“Pérégrinação” จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษ คือ ต้องการให้ผู้อ่านทั่วไปเกิดความพึงพอใจและกระตุ้นให้มีการสำรวจและค้นคว้าทางภูมิศาสตร์ เพื่อเป็นบทเรียนให้สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเรืออับปาง เพื่อทัศนศึกษาดินแดนต่างๆในโลกกว้างและเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของคนป่าเถื่อน”(Henry Cogan, 1653 : A-B)

            จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação” อย่างไม่อาจมองข้ามได้ งานของปินโตจึงได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง อย่างน้อยๆฉบับแปลภาษาฝรั่งเศสในปีค.ศ.1628 ก็ถูกอ้างอิงโดยซิมอง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de Laloubère) ซึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อกล่าวถึงจำนวนเรือที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาก่อนหน้าการเข้ามาของตน (จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1,2510 : 502) ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าหากลาลูแบร์เคยได้ยินการเสียดสีงานเขียนของปินโตมาบ้างก่อนที่จะเดินทางเข้ามาสยาม เขาควรจะได้ตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานจากผู้รู้พื้นเมืองชาวสยามอีกครั้ง ก่อนจะตีพิมพ์งานเขียนของตนที่กรุงอัมสเตอร์ดัมในปีค.ศ.1714 เพราะงานเขียนของปินโตเคยถูกล้อเลียนมาแล้วอย่างอื้อฉาว แต่กลับไม่ปรากฏข้อวิพากษ์ความน่าเชื่อถือของปินโตในงานของลาลูแบร์

คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม
            บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า

ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่น
สัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....

            การเข้าร่วมรบในกองทัพสยามครั้งนั้นเป็นการถูกเกณฑ์ หากไม่เข้าร่วมรบก็จะถูกขับออกไปภายใน 3 วัน ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวโปรตุเกสถึง 120 คน จากจำนวน 130 คน อาสาเข้าร่วมรบในกองทัพสยาม เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าเป็นศึกเมืองเชียงกรานซึ่งเกิดขึ้นในค.ศ.1538 (พ.ศ.2081) คลาดเคลื่อนไปจากที่ระบุในหลักฐานของปินโต 10 ปี แม้ว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะทรงอ้างจากหนังสือของปินโตก็ตาม

            เรื่องราวในหนังสือ Pérégrinação สอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน อาทิ การกล่าวถึง โดมิงกุส ดึ ไซซัส (Domingos de Seisus) ซึ่งเคยถูกจองจำและรับราชการเป็นนายทหารในกรุงศรีอยุธยา (กรมวิชาการ , 2531: 109) ก็ได้รับการยืนยันในงานเขียนของจูอาว เดอ บารอส (João de Baros) เช่นกัน (กรมวิชาการ,2531 : 95) เป็นต้น นอกจากนี้ อี.ดับเบิลยู. ฮัทชินสัน(E.W. Hutchinson) ก็อ้างตามหลักฐานของปินโตว่า

ทหารโปรตุเกสจำนวน 120 คนซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงจ้างเป็นทหารรักษา
พระองค์(bodyguards)ได้สอนให้ชาวสยามรู้จักใช้ปืนใหญ่
ดร.เจากิง ดึ กัมปุชชี้ว่า บทบาทของทหารอาสาชาวโปรตุเกสในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชอาจส่งผลให้มีการเริ่มปรับปรุงตำราพิชัยสงครามภายใต้การช่วยเหลือของที่ปรึกษาชาวโปรตุเกส จนเป็นที่มาของการตั้ง กรมทหารฝารั่งแม่นปืนใน หนังสือศักดินาทหารหัวเมืองซึ่งประกอบด้วยทหารเชื้อ

สายโปรตุเกสจำนวน 170 นาย จนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใกล้เคียงกับจำนวนของทหารอาสาโปรตุเกส 120 คน ในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช

ความน่าเชื่อถือ
            หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง วิลเลียม คอนเกรฟ (William Congreve, 1670-1729) นักเขียนบทละครชาวอังกฤษได้แทรกบทกวีในบทละครชื่อ “Love for Love” (ค.ศ.1695) เยาะเย้ยว่า “Mendez Pinto was but a type of thee, thou liar of the first magnitude.” (กรมศิลปากร, 2526 : 42 ) เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน ( Sir Richard Burton) ในงานเขียนชื่อ “The Third Voyage of Sinbad, the Sailor” ระบุว่า การผจญภัยของปินโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่าซินแบดแห่งโปรตุเกส
ดับเบิลยู. เอ.อาร์. วูด (W.A.R. Wood) ชี้ว่าควรจะอ่านงานเขียนของปินโตในฐานะที่เป็นเรื่องราวของชายชราที่ได้เดินทางกลับไปสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่งเพื่อความบันเทิง มิใช่เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นวันต่อวัน และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของปีศักราชในบันทึกชิ้นนี้ด้วย

            อย่างไรก็ดี ดึ กัมปุช อดีตกงสุลใหญ่โปรตุเกสเมื่อค.ศ.1936 กลับชี้ว่าหลักฐานของปินโตแสดงให้เห็นว่าเขาเคยเดินทางเข้ามายังสยามจริง (Campos, 1940 : 14-15) และสิ่งที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือในงานของปินโต คือ การยกงานเขียนในชั้นหลังๆมาเทียบเคียงความเป็นไปได้และความถูกต้องของเรื่องราวโดยเฮนรี โคแกน (ดูคำประกาศในฉบับแปลของHenry Cogan,1653 : ไม่มีเลขหน้า)

            นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา(2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้น

            งานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล (Campos,1940,P.21) ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing) ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง (recommended letter) จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa) เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งโปรตุเกส (Cogan,1653 : 317) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา

            หนังสือ “ Pérégrinação ” ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสยามน้อยมาก ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่าตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศูนย์กลางของโปรตุเกสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่ที่มะละกา ปินโตจึงให้ความสำคัญต่อมะละกามากกว่ากรุงศรีอยุธยา การที่ราชสำนักโปรตุเกสสนใจดินแดนทางใต้ของพม่าและชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของจีนก็น่าจะมีผลต่อโครงเรื่องของปินโตเช่นกัน การที่เขามีฐานะเป็นเพียงกลาสีเรือ นักผจญภัย แสวงโชค มิใช่บุตรขุนนางหรือนักการทูต มิใช่พ่อค้าหรือนายทหารที่ถูกส่งเข้ามาติดต่อกับสยามโดยตรง ทำให้เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือของเขาเน้นกล่าวถึงสถานที่ต่างๆตามชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกที่เขาเคยเดินทางไปถึงมากกว่า

หลักฐานของปินโตกับปัญหาในการศึกษาชุมชนโปรตุเกสสมัยอยุธยา
            หากนักเรียนประวัติศาสตร์คนใดจะนำงานเขียนของปินโตมาใช้ในการตรวจสอบเรื่องราวเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้าค่ายโปรตุเกส ความสัมพันธ์ของคนภายในค่าย ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับราชสำนักอยุธยา ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับมะละกา กัว มาเก๊า และราชอาณาจักรโปรตุเกส รวมไปถึงอาชีพ จำนวนคนและความเป็นอยู่ในค่ายโปรตุเกสสมัยอยุธยา ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามในการศึกษาและวิเคราะห์หลักฐานชิ้นนี้มากพอสมควร ปินโตระบุว่านักสอนศาสนาก็จำเป็นต้องเผยแพร่ศาสนาภายใต้นโยบายของราชสำนักหรือผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัวเช่นเดียวกับข้าราชการทั่วไป เมื่อนักบุญฟรานซิส ซาเวียร์(St. Francis Xavier)จะออกไปเผยแพร่ศาสนาในญี่ปุ่น ท่านก็ต้องเดินทางจากมะละกาไปยังกัว เพื่อรับฟังนโยบายของผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดียเสียก่อน (กรมศิลปากร, 2526 : 35) การที่ปินโตเคยเป็นทูตของข้าหลวงโปรตุเกสแห่งมะละกาไปยังรัฐต่างๆในภูมิภาคแถบนี้ อีกทั้งยังเคยเป็นทหารและนักสอนศาสนาของโปรตุเกสด้วย เขาจึงน่าจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากผู้มีฐานะเป็นศัตรูชาติโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน และเขาเคยถูกนักประวัติศาสตร์โปรตุเกส อาทิ ดูอาร์ตึ บาร์บูซา(Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส(João de Baros )และคาสปาร์ คอร์รีอา(Caspar Correa)เสียดสีเลยแม้แต่น้อย

            การกล่าวว่ากองทัพพม่านำกระบือและแรดมาลากปืนใหญ่เพื่อทำสงครามกับสยามในฉบับแปลของโคแกน ทำให้วูด(Wood)ชี้ว่างานเขียนของปินโต เป็นหลักฐานเชิงจินตนาการข้อเสนอของวูดอาจทำให้นักเรียนประวัติศาสตร์เห็นคล้อยไปกับคอนเกรฟที่ระบุว่า ปินโตเป็นคนขี้ปด โชคดีที่ ดร. เจากิง ดึ กัมปุชแย้งว่า ปินโตไม่เคยระบุคำว่า แรดในงานเขียน คำศัพท์ที่เขาใช้ คือ คำว่า “bada หรือ abada”นั้น ในคริสต์ศตวรรษที่16 หมายถึง สัตว์ป่า หรือ สัตว์เลี้ยงที่กลายเป็นสัตว์ป่า แม้ว่าจะมีนักเขียนบางคน เช่น บาทหลวง กาสปาร์ ดึ ครูซ (Fr. Gaspar de Cruz) จะใช้คำดังกล่าวเรียกแรดก็ตาม ส่วนบาร์โบซา (Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส (João de Baros ) และ คาสปาร์ คอร์รีอา (Caspar Correa) ต่างก็ใช้คำว่า “ganda” ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตเมื่อกล่าวถึงแรด ขณะที่นักรวบรวมพจนานุกรม ชื่อ บลูโต (Bluteau, 1727) แปลคำว่า “abada คือ สัตว์ป่าชนิดหนึ่งซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการโต้แย้งประเด็นที่มีการแปล “abada” ว่า แรด” (Campos, 1959 : 228) แม้ในภาษามาเลย์จะมีคำว่า “badâk” แปลว่า แรดแต่ในภาษาอาหรับก็มีคำว่า “abadat” หมายถึง สัตว์ที่มีรูปร่างเป็นสีน้ำตาลหรือสัตว์ป่าหรือ สัตว์เลี้ยงที่หลบหนีไปจนกลายเป็นสัตว์ป่าดึ กัมปุช ระบุว่า คำว่า “abada” ถูกแปลว่า แรดในคริสต์ศตวรรษที่17 ดังนั้น “abada” ในบันทึกของปินโตจึงถูก ฟิกูอิเยร์และโคแกนแปลว่า แรดในเวลาต่อมา ปินโตจะใช้คำว่า “abada” เมื่อกล่าวถึง จามรี(yaks)” ซึ่งเป็นสัตว์ต่าง (beast of burden) ในตาตาเรีย (Tataria) เพราะไม่มีศัพท์ดังกล่าวในภาษาโปรตุเกส และใช้คำภาษาอาหรับว่า “abida” ในที่อื่นๆอีกร่วม12ครั้งเมื่อกล่าวถึงสัตว์ใหญ่คล้ายแรดหรือสัตว์ต่างชนิดอื่นซึ่งไม่อาจหาคำมาใช้แทนได้

สรุป
            ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว

            พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ เคยได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างยิ่งว่ามีความแม่นยำในเรื่องศักราชและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ (นิธิ, 2525 : 65) แต่ต่อมานักประวัติศาสตร์บางท่านก็เคยตั้งข้อสงสัยต่อสถานภาพดังกล่าว (นิธิ, 2525 : 6) ซึ่งถือเป็นความไม่เที่ยงของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตบ้างก็ได้



บทคัดย่อ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ความหมาย   ความสำคัญของการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยว หมายถึง  การเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ หรือเดินทางไปเพื่อร่วมทำกิจกรรมบางอย่าง  เยี่ยมเยือนญาติมิตร  ไปประชุม  จะพบว่าการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางแต่ปัญหาอยู่ที่ว่า การเดินทางไม่ใช่การท่องเที่ยวเสมอไป
ผู้เยื่ยมเยือน  (Visitor) จำแนกออกได้ 2 ประเภท
1.   นักท่องเที่ยว (Tourist)      คือการมาเยือนชั่วคราว  และพักอาศัย  ณ สถานที่ที่มาเยี่ยมเยือนอย่างน้อย24ชั่งโมง ด้วยจุดประสงค์เพื่อใช่เวลาว่างหรือเพื่อประกอบธรุะกิจเยี่ยมญาติพี่น้อง ปฏิบัติภาระกิจบางอย่างหรือการประชุม
2.    นักทัศนาจร(Excursionist)คือผู้มาเยือนชั่วคราว และพักอาศัย ณ สถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือน ไม่เกิน24 =ชั่วโมง รวมถึง รวมถึงผู้ที่โดยสารทางเรือสำราญ(Cruisu  Travellersแต่ไม่รวมผู้โดยสารผ่านTransit)
                            
 วัตถุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยว
-          เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานและพักผ่อน (Holiday) เป็นการเดินทางที่มีวัตถุประสงค์ต้องการความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ทั้งนี้เพราะนักท่องเที่ยวเหล่านี้มีวันหยุดจำกัด
-          การเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business)เป็นการเดินทางที่ควบคู่ไปกับการหารายได้
การเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ

  ประเภทการท่องเที่ยว
การแบ่งประเภทการท่องเที่ยวสามารถได้กระทำกระทำได้หลายวิธี แต่สามารถแบ่งออกเป็น 3วิธีใหญ่ ได้แก่ การแบ่งตามสากล การแบ่งตามลักษณะการจัดการการเดินทางและการแบ่งตามจุดมุ่งหมายของการท่องเที่ยว

  ประเภทการท่องเที่ยว
การแบ่งตามสากล
-          การท่องเที่ยวภายในประเทศ(Domestic  Tourism)
-          การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ(Inbound  Tourism)
-          การท่องเที่ยวนอกประเทศ(Outbound  Tourism)

การแบ่งตามลักษณะการจัดการการเดินทาง แบ่งออกเป็น
-          การท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ(Group Inclusive Tour)
-          การท่องเที่ยวแบบอิสระ (Foreign Individual Tourism)
การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง
-          การท่องเทียวเพื่อความเพลิดเพลินและพักผ่อน
-          การท่องเที่ยวเพื่อธุรกิจ
เนื่องจากการท่องเที่ยว  เป็นกิจกรรมที่ประกอบด้วย  การเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งและกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างอยู่ ณ สถานที่นั้นๆ มนุษย์เรามีความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิตเหมือนกันๆกัน ไม่ว่าเป็น ที่พัก อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่ง สำหรับกิจกรรมการท่องเที่ยวมีมากกว่านั้น  ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาท่องเที่ยว การซื้อของ การประชุม
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  จึงหมายถึง   ธุรกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยแรงงาน และการลงทุน เทคนิควิชาชีเฉพาะ  มีการวางแผน  การจักองค์กร  และการตลาด  สินค้าในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นสินค้าที่จับต้องไม่ได้(Intangible  goods)   และไม่มีการเคลื่อนที่ไปหาผู้ซื้อ
            อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีองค์ประกอบที่สำคัญ2ประการได้แก่
·                 -   องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว
·                             องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว
              
  องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว
-          สิ่งที่ดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว
-          ธุรกิจการคมนาคมขนส่ง  ทั้งทางบก  ทางน้ำ  ทงอากาศ

ธุรกิจที่พักแรก
ธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร
ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์
                             
   องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว
-          ธุรกิจการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก
-          ธุรกิจการประชุม  สัมมนา  การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลและการจัดนิทรรศการ
-          การอำนวยความสะดวกทางด้านความปลอดภัย
-          การอำนวยความสะดวกในการเข้า-เมือง

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

แบบฝึกหัดท้ายบท

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 1
 1.จงอธิบายความหมายของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ตอบ    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หมายถึง การประกอบกิจกรรมด้วยการนำปัจจัยการผลิตต่างๆ มาผลิตบริการอย่างใดอย่างหนึ่งด้านการท่องเที่ยว ที่ก่อให้เกิดความสะดวกสบายหรือความพึงพอใจ และขายบริการด้านการท่องเที่ยวนั้นให้แก่ผู้เยี่ยมเยือน

 2.การเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวมีเกณฑ์ใดเป็นตัวกำหนด  จงอธิบายและยกตัวอย่างการเดินทางที่เป็นการท่องเที่ยวประกอบ
ตอบ  มีวัตถุประสงค์ที่จะเดินทางไป และสิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว ยกตัวอย่าง
การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม เป็นการท่องเที่ยวเพื่อต้องการศึกษาวัฒนธรรมของประเทศหรือสถานที่ที่ตนเองไปเยี่ยมเยือน เพราะวัฒนธรรมเหล่านั้นมีความแตกต่างไปจากวัฒนธรรมของตนเอง  ซึ่งโดยส่วนมากมักจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้ มองเห็น เป็นวัตถุหรือเป็นการแสดง เป็นต้น เช่น  ชมตลาดน้ำ  ชมการรำไทย มวยไทย การชมวัด ชมวัง อุทยานประวัติศาสตร์

3.  ผู้มาเยี่ยมเยือนมีกี่ประเภท อะไรบ้าง  จงอธิบาย
ตอบ มี  2  ประเภท  ได้แก่
1.นักท่องเที่ยว
(Tourist) หมายถึง ผู้ที่มาเยือนชั่วคราว ซึ่งพักอยู่ ณ สถานที่ที่ไปเยือนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และมีการพักค้างคืนอย่างน้อย 1 คืน แต่ไม่เกิน 1 ปี ได้แก่
     -ผู้ที่ไม่มีถิ่นพำนักอยู่ในสถานที่ที่ไปเยือน
     -ผู้ที่มีสัญชาติของประเทศนั้นหรือเดิมเป็นคนในถิ่นนั้น แต่ปัจจุบันไม่ได้มีถิ่นพำนักในสถานที่ที่ไปเยือนแล้ว
     -ผู้ที่เป็นลูกเรือ ซึ่งไม่มีถิ่นพำนัก ณ สถานที่ที่ไปเยือน และมีการค้างคืน ณ สถานที่ที่ไปเยือน
2.นักทัศนาจร (Excursionist) คือผู้มาเยือน ซึ่งพักอยู่ ณ สถานที่นั้นน้อย 24     ชั่วโมง   ได้แก่
                  -ผู้โดยสารเรือสำราญหรือเรือเดินสมุทร ซึ่งมาแวะพักชั่วคราว ไม่พักค้างคืน
                  -ผู้ที่มาเยือนและจากสถานที่นั้นภายในวันเดียว(
same-day visitor)

4.จงอธิบายวัตถุประสงค์ของการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวมาให้เข้าใจ
ตอบ   แบ่งได้เป็น 3 ประเภท
1.การเดินทางเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานและพักผ่อน   เป็นการเดินทางที่นักท่องเที่ยวต้องการเดินทางเพื่อความสนุกสนานและเพลิดเพลิน
2.การเดินทางเพื่อธุรกิจ เป็นการเดินทางที่ควบคู่ไปกับการทำงาน แต่มิใช่เพื่อประกอบอาชีพ
3. การเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์อื่น อาจเรียกได้ว่าเป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ  และสลับซับซ้อนการไปพักผ่อนหรือประชุม ยกตัวอย่างเช่น
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ  เพราะเราอยากไปดำน้ำดูปะการัง  เราก็ต้องไปเที่ยวทะเล

5.การท่องเที่ยวที่แบ่งตามสากลมีกี่ประเภท  อะไรบ้าง
ตอบ  แบ่งตามสากล  ได้แก่
        1.การท่องเที่ยวภายในประเทศ (
Domestic Tourism)
        2.การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ (Inbound Tourism)
        3.การท่องเที่ยวนอกประเทศ (Outbound Tourism

 6.จงอธิบายความสำคัญของการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจ
ตอบ  ความสำคัญของการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจ  ทำให้เป็นแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศ  ช่วยลด   ปัญหาการขาดดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ  ช่วยสร้างอาชีพและการจ้างงาน ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลิตทางเศรษฐกิจ



แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2


  1.ท่านคิดว่าการเปิดสปาในเมืองบาธขึ้นมาใหม่จะประสบความสำเร็จแค่ไหนและสปาอื่นๆ จะกลับมามีชีวิตใหม่ได้หรือไม่ในอังกฤษอธิบายว่าทำไมสปาในอังกฤษไม่เป็นที่นิยมขณะที่ยุโรปเป็นที่นิยม
ตอบ    สปาในเมืองบาธจะกลับมามีชีวิตใหม่ได้อีกครั้งและจะต้องเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด  สาเหตุที่ทำให้สปาในอังกฤษไม่เป็นที่นิยมเพราะเมื่อก่อนเมืองบาธเป็นเมืองแห่งสปาและน้ำแร่มากมาย ทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยวประเภทสปา ที่เป็นที่นิยมมาถึงปัจจุบัน  แต่การเดินทางไปบำบัดรักษาโรคด้วยน้ำแร่กลายมาเป็นสถานภาพทางสังคมอย่างรวดเร็วทำให้บรรดาสถานบำบัดเปลี่ยนโฉมมาเป็นสถานรักษาสุขภาพมาเป็นสถานที่เพื่อความเพลิดเพลินของเมืองคนชั้นสูงและกลายมาเป็นเมืองแห่งแฟชั่นของคนร่ำรวยทำให้ยุคเฟื่องฟูของน้ำแร่ในอังกฤษสิ้นสุดลง  จึงทำให้สปาในอังกฤษไม่เป็นที่นิยมเท่ากับในยุโรป

2.  ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวหลายอย่างของผู้ประกอบการ ตามความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จงอภิปรายว่าการเปลี่ยนแปลงอะไรที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการที่จะสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน
ตอบ การตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจ  รวมถึงการสร้างจุดเด่นหรือเอกลักษณ์ให้กับตัวเอง  เพื่อสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้กับนักท่องเที่ยว  เพราะปัจจุบันมีการแข่งขันกันอย่างมากมายถ้าเราไม่มีจุดเด่นก็จะทำให้ไม่มีสิ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้

 
  3.ทำไมประเทศอังกฤษจึงเป็นผู้บุกเบิกที่สำคัญในด้านการท่องเที่ยว
     ตอบ  เพราะประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีอาณาจักรมากมาย  ส่งผลให้อังกฤษเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย  รวมถึงประเทศอังกฤษยังเป็นประเทศที่มีคนร่ำรวยมาก การค้าขายกับต่างประเทศมีมากขึ้น  และที่สำคัญคนอังกฤษชอบส่งลูกหลานไปเรียนที่ต่างประเทศกับอาจารย์ผู้สอนประจำตัว เป็นการเดินทางที่เรียกว่า  Grand Tour   จึงทำให้ประเทศอังกฤษเป็นผู้บึกเบิกที่สำคัญในการท่องเที่ยว




แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3

1.ทฤษฏีลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็นของ Maslow นำมาใช้อธิบายพฤติกรรมการท่องเที่ยวได้อย่างไร
    ตอบ    กล่าวไว้ว่า  มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความต้องการและมนุษย์จะแสดงพฤติกรรมต่างๆออกมาเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการและความต้องการจำเป็นต่างๆของมนุษย์จะไม่มีวันจบสิ้นเมื่อความต้องการอย่างหนึ่งได้รับการตองสนองแล้ว  ความต้องการอีกระดับหนึ่งจะเกิดมาแทนที่

2. แรงจูงใจที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ มีอะไรบ้าง
           ตอบ  1.แรงจูงใจที่จะได้สัมผัสสิ่งแวดล้อม
         2.แรงจูงใจที่จะไดพบปะกับคนในท้องถิ่น
         3.แรงจูงใจที่จะได้เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นและประเทศเจ้าบ้าน
         4.แรงจูงใจที่จะเสริมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว
         5.แรงจูงใจที่จะไดพักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่สบาย
         6.แรงจูงใจที่จะได้ทำกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสนใจและฝึกทักษะ
a.   7.แรงจูงใจที่จะมีสุขภาพดี        
b.   8.แรงจูงใจที่ไดรับการคุ้มกันและความปลอดภัย
c.   9.แรงจูงใจที่จะได้รับการยอมรับนับถือและได้รับสถานภาพทางสังคม
d.   10.แรงจูงใจที่จะให้รางวัลกับตัวเอง


  3.จงอธิบายโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
      ตอบ    โครงสร้างพื้นฐานหลักๆในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  ได้แก่
       -ระบบไฟฟ้า    จะต้องมีใช้เพียงพอ  ทั่งถึงและใช้การได้ดี
       -ระบบประปา  ควรมีความสะอาด  ถูกหลักอนามัย  มีปริมาณเพียงพอและมีการกระจายอย่างทั่วถึง
       -ระบบสื่อโทรคมนาคม  ต้องมีความสะดวก  รวดเร็ว มีปริมาณหน่วยที่เพียงพอ
       -ระบบการขนส่ง   ควรมีเส้นทางการคมนาคมครอบคลุมทุกพื้นที่  และให้มีความเชื่อมโยงกัน
       -ระบบสาธารณสุข  ต้องทันสมัย สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย  และควรมีสถานพยาบาลในท้องถิ่น


  4.ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ  มีความสำคัญอย่างไรกับการท่องเที่ยว
      ตอบ   การท่องเที่ยวจำเป็นที่จะต้องพึงพาธรรมชาติ ดังนั้นลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ  จึงมีความ สำคัญกับการท่องเที่ยว เพราะปัจจัยที่ธรรม  ขึ้นมาเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจทางการท่องเที่ยวได้อย่างมากทำให้ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ  มีความสำคัญกับการท่องเที่ยว

  



แบบฝึกหัดท้ายบทที่   4
        
1.  จงอธิความสำคัญของการท่องเที่ยวที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ตอบ แหล่งท่องเที่ยวจัดเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาในประเทศ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทรัพยากรทางการท่องเที่ยว และจุดหมายปลายทาง  และสิ่งที่ดึงดูดใจ


     2. Tourism  Resources  Destination และTourism  Attraction หมายถึงอะไร
      ตอบ    1.ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว Tourism  Resources  คือ  สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งมนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ
            2.จุดหมายปลายทาง   Destination  คือ  สถานที่ที่ใดที่หนึ่ง อาจเฉพาะเจาะจงหรืออาจเป็นสถานที่ทั่วไป  หรืออาจหลายสถานที่
            3.สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยวTourism  Attraction คือ สถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดให้คนเดินทางเข้าไปเยี่ยมชม

3. ให้นักศึกษายกตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวในภูมิลำเนาของนักศึกษา  พร้อมอธิบายถึงคุณสมบัติที่ดีของ แหล่ง ท่องเที่ยว  ( 3As) นั้นมาให้เข้าใจ
ตอบ  วัดพระธาตุเมืองนคร  เป็นสถานที่ขึ้นชื่อมากที่สุดของนครศรีธรรมราช เป็นวัดที่ เก่าแก่มาก มี  ประติมากรรมสวยงามหลายอย่างที่น่าสนใจ รวมถึงมียอดพระธาตุเป็นทองคำแท้  เมื่อเข้าไปในวัดมีไกด์พาชมวัด พร้อมการให้ความรู้  และมีรถในการนั่งชมวัดด้วย

4.แหล่งท่องเที่ยวที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้กำหนดไว้  สำหรับในกรณีของประเทศไทย มีกี่ประเภท  อะไรบ้าง
ตอบ  มี 3 ประเภท  ได้แก่
แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ
แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของผู้คนในท้องถิ่น

5.จงยกตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม  ประเพณี  และกิจกรรมของภาคต่างๆในประเทศไทย  อย่างน้อยภาคละ 3 แหล่งท่องเที่ยว
ตอบ   ภาคใต้  ได้แก่  เทศกาลงานสารทเดือนสิบ  วัดพระธาตุ  หนังตะลุงกับ มโนราห์
ภาคกลาง  ได้แก่ ลอยกระทง  สวนสนุก  วัดพระแก้ว
ภาคเหนือ  ได้แก่  ดอยสุเทพ    วิถีชีวิตของชุมชนชาวเขา   การลอยโคม
ภาคอีสาน  ได้แก่   งานบุญบั้งไฟ   แห่นางแมว  ผีตาโขน
  


แบบฝึกหัดท้ายบทที่  5

1.จงอธิบายพัฒนาการของการขนส่งทั้งทางบกทางน้ำและทางอากาศอย่างคร่าวๆ
ตอบ 1. การขนส่งทางบก เริ่มจากการใช้คนลากรถสองล้อไปบนถนนก่อนจะนำสัตว์มาใช้จนกระทั่งในยุคโรมันได้มีการพัฒนาการขนส่งจากการใช้รถลากสองล้อมาเป็นรถสี่ล้อที่ใช้มาลากต่อมาในปี ค.ศ.1480 ได้มีการประดิษฐ์รถม้าโดยสารในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ได้มีการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำและได้มีการพัฒนามาเป็นรถยนต์ในปี ค.ศ.1920
       2. การขนส่งทางน้ำ ได้มีการพัฒนาขึ้นมาจากท่อนไม้และต่อมาได้นำต้นไม้ทั้งต้นมาขุดเจาะทำเป็นเรือหลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนานำเอาหนังสัตว์ขนาดต่างๆมาเป็นโครงทำด้วยไม้เรียกว่า เรือหนังสัตว์ (Coracles)
        3. การขนส่งทางอากาศ หลังจากปี ค.ศ.1903 ได้มีการคิดค้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกโดยสองพี่น้องตระกลู Wright ก็ได้มีการพัฒนารูปแบบ และเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น

2.จงวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดความนิยมในการใช่รถตู้เพื่อนันทนาการ (Recreational Car) ในการเดินทางท่องเที่ยว
ตอบ เพราะรถตู้มีความสะดวกสบายในการเดินทาง มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายและค่าใช้จ่ายถูก

3.จงอธิบายว่าการเดินทางท่องเที่ยวทางน้ำแบ่งออกได้ทั้งสิ้นกี่ประเภท แต่ละประเภทเป็นอย่างไร
   ตอบ การเดินทางทางน้ำแบ่งออกได้หลายประเภทดังนี้
1.) เรือเดินทะเล เป็นเรือคมนาคมขนส่งจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง
2.) เรือสำราญ มีลักษณะคล้ายโรงแรมลอยน้ำขนส่งคนได้ประมาณ 650-850 คน
3.) เรือข้ามฟาก เป็นเรือสำหรับเดินทางระยะสั้นซึ้งสามารถบรรทุกทั้งคนและรถ
4.) เรือใบและเรือยอร์ช เป็นเรือขนาดเล็กเคลื่อนที่โดยใช้ลมประทะกับใบเรือ
5.) เรือบรรทุกสิ้นค้า เป็นเรือสำหรับบรรทุกสิ้นค้า

4.จงยกตัวอย่างประกอบคำอธิบายว่าการขนส่งทางอาการมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างไร
ตอบ เกิดผลกระทบเช่นเครื่องบินตกบ่อยทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่ปลอดภัยในการเดินทาง

5.ให้เปรียบเทียบการขนส่งทางอากาศ (เพื่อการท่องเที่ยว) แต่ละประเภทว่ามีความแตกต่างหรือคล้ายคลึงกันอย่างไร
ตอบ การเดินทางท่องเที่ยวทางอากาศมี 3 แบบ
           1 การบินลักษณะเที่ยวบินประจำ
-      เที่ยวบินประจำภายในประเทศ
-       เที่ยวบินประจำระหว่างประเทศ
2     ลักษณะเที่ยวบินไม่ประจำ
3     การบินลักษณะบินเช่าเหมาะลำ